My calender

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

5 อันดับรถที่แพงที่สุดในโลก


อันดับที่ 1: เป็นอะไรไม่ได้นอกจาก
Aston Martin One 77 ด้วยราคาสูงถึง $1,500,000
หลาย คนอาจจะไม่คุ้นหูกับรถยี่ห้อนี้ แต่ถ้าบอกว่ามันคือพาหนะของ James Bond ทั้ง 3 ภาคที่ผ่านมา
ละก็ทุกคนคงร้องอ๋อเพราะนี่คือสุดยอดซุปเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษ ที่ได้รับคำชมว่า เป็นรถที่สวย
ที่สุดในโลก One-77ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับ veyron และ reventon โดยเฉพาะ One-77 จะถูก 
ผลิตขึ้นมาเพียง 77 คันเท่านั้นตามชื่อรุ่น ใช้เครื่องยนต์ V12ขนาด 6.0 ลิตรมีแรงม้าทั้งสิ้น 700 แรงม้า
ความเร็วสูงสุดมากกว่า320 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยมีอัตราเร่ง 0-100 km/hr ที่ 3.5 วินาที 





อันดับ 2: Bugatti Veyron $1,400,000
ครอง แชมป์มานาน แต่ปีนี้หล่นมาเป็นอันดับที่สอง นี่คือสุดยอดยนตรกรรมสัญชาติฝรั่งเศส 
แต่พัฒนาโดยบริษัทแม่คือvolkswagen จากเยอรมัน ถึงแม้จะแพงสุดกู้่ แต่ว่ากันว่า 
volkswagen ขาดทุน 2 ล้านยูโรต่อการขาย veyron 1 คัน เนื่องจากใช้งบประมาณที่สูงมาก
ในการพัฒนานั่นเอง veyron ไม่ได้มีเครื่องยนต์ 10 สูบ หรือ 12 สูบ แต่มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 16 สูบ
ที่พัฒนาโดย volkswagen ใช้รหัส W16 มีแรงม้า 987 แรงม้า ใช้เวลาเร่งจาก 0-100 km/hr
เพียงแค่ 2.46 วินาทีเท่านั้น และมีความเร็วสูงสุดที่ 253 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 407.16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


อันดับ 3: Lamborghini Reventon ราคา $1,300,000 
กระทิง สัญชาติอิตาลีคันนี้ เป็นรถที่แพงที่สุดของ lamborghini ตั้งแต่เคยผลิตมา หลายคนหลงรักทันที
ที่เห็นมัน บนโลกใบนี้มีขายเพียง 20 คันเท่านั้น จึงไม่แปลกที่คุณจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันบนท้องถนน
ถ้าคุณบังเอิญได้เห็นมันละก็ แค่เพียงเสี้ยววินาที จงจดจำเวลานั้นไปนานๆ และเสียใจด้วย
สำหรับคนไทย เพราะคันนี้ไม่มีเข้ามาในไทย Reventon มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 กับ 650 แรงม้า 
ใช้เวลา 3.4 วินาทีในการเร่งจาก 0-100 km/hr


อันดับ 4: Ferrari Enzo ราคา $640,000
ค่าย ม้าลำพองจากอิตาลีส่งเข้าประกวด นี่คือสุดยอดซุปเปอร์คาร์จากเฟอร์รารี่ที่สุดแพง และ
เป็นยี่ห้อที่หลายคนใฝ่ฝัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 เทคโนโลยีจาก F1มีอยู่เต็มเปี่ยมในรถคันนี้
ทะยานจาก 0-100 km/hr 3.12 วินาที ถึงแม้จะขายมานาน แต่ enzo ก็ยังเป็นที่ต้องการของเศรษฐีทั่วโลก
และมีเงินอย่างเดียวซื้อ enzo ไม่ได้นะครับ ต้องได้รับบัตรเชิญจาก ferrari เท่านั้น กล่าวคือต้องเป็น
ลูกค้าคนสำคัญนั่นเอง


 

อันดับ 5: SSC Ultimate Aero ราคา $620,000
ถ้า คุณคิดว่าบูกัตติ เวรอน เป็นรถที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกละก็ คุณคิดผิด เพราะสุดยอดซุปเปอร์คาร์
จากอเมริกาคันนี้แหละที่เป็นรถยนต์ที่วิ่งได้เร็ว ที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว 256.15 ไมล์ต่อชั่วโมง 
หรือ 412.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมงShelby Supercars (SSC) คันนี้ใช้เครื่องยนต์ 6.35 ลิตร
 twin-turbo V8 โดยมีแรงม้ามากถึง 1,183 แรงม้า


 


http://webboard.gg.in.th/topic/41/196968


เกาะที่สวยที่สุดในโลก

 
เกาะโบรา โบร่า...

อยู่ในประเทศที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า French Polynesia ประเทศนี้เป็นหมู่เกาะอยู่ในทะเลแปซิฟิค




ถ้าจะเอาให้ง่ายก็คือประมาณว่าอยู่ใจกลางทะเลไปทางทิศตะวันออกของออสเตรเลียนั่นเองบางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อตาฮีติ (Tahiti)ซึ่งก็เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศนี้เกาะ "โบรา โบร่า" เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะตาฮิติเป็นทะเลที่สวยที่สุดในโลก


http://www.oknation.net/blog/noieakthai/2009/04/23/entry-1

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว ^^


    ลมหนาวมาเยือนทีไร หนุ่มสาวทุกรุ่นวัย มักจะวิตกกังวลและวิ่งวุ่นหาผู้ช่วยเพื่อการดูแลผิวพรรณกันเป็นพิเศษ ยิ่งลมหนาวปี 2009 ในบ้านเราที่กลางวันก็ต้องเจอกับแสงแดดจ้า ทั้งลมหนาว ฝุ่นควัน ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น และแห้งมากเป็นพิเศษ การดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าหนาวจึงต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

          รท.พญ.นิจวิภา เพชรรุ่ง แนะเทคนิคในการดูแลผิวพรรณในฤดูหนาวนี้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ใส่ใจและให้เวลากับการบำรุงผิวพรรณให้มากเท่านั้นเอง ซึ่งแบ่งการดูแลผิวพรรณได้ 2 ส่วน คือ การดูแลผิวหน้า และ การดูแลผิวกาย เพราะผิวทั้ง 2 ส่วนนี้ ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน

          การดูแลรักษาผิวหน้าในช่วงฤดูหนาว เราควรรักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยมอยเจอไรเซอร์มากเป็นพิเศษ โดยเริ่มต้นการบำรุงผิวรอบดวงตาก่อน เพราะเป็นจุดที่อ่อนโยนและบอบบาง ถ้าเราใช้ครีมบำรุงผิวอย่างอื่นก่อนก็อาจจะมีส่วนของเนื้อครีมที่ตกค้างอยู่ที่นิ้วมือมาผสมกับครีมบำรุงรอบดวงตา อาจทำให้เนื้อครีมบำรุงผิวรอบดวงตานั้นเสื่อมสภาพไปได้ ส่วนการใช้ครีมบำรุงผิวหน้า ควรเลือกชนิดของครีมที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าที่แท้จริงของแต่ละคน โดยมีเคล็ดลับสำคัญ คือ ต้องเลือกใช้ครีมให้เหมาะสมกับช่วงเวลา ใช้เดย์ครีมสำหรับกลางวัน และไนท์ครีมสำหรับช่วงค่ำ ตั้งแต่19.00 น.เป็นต้นไป

          สำหรับการดูแลรักษาผิวกายนั้น รท.พญ.นิจวิภา บอกว่า มีไม่น้อยที่ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย มักจะละเลย ด้วยเพราะชินกับสภาพอากาศที่ร้อนของบ้านเรา การทาครีมบำรุงจึงถูกจำกัดให้ใช้ในเฉพาะช่วงหน้าหนาว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด การบำรุงผิวกายนั้นเราควรทำเป็นประจำทุกวัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณละเลยผิวกายของคุณเอง ก็จะส่งผลให้ผิวแห้งหยาบกร้าน เป็นขุย บางรายออกอาการหนักถึงขั้นขึ้นลายงากันเลยทีเดียว
การบำรุงผิวกายมีความจำเป็นไม่แพ้การบำรุงใบหน้า ยิ่งหน้าหนาวขอย้ำว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด วิธีง่ายแสนง่าย ที่ทำได้เลยทันทีก็คือ ให้ออยล์ใส ชโลมให้ทั่วร่างกายหลังอาบน้ำ ใช้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มซับผิวเพียงเบาๆ แล้วจึงบำรุงด้วยครีมทาผิวที่เหมาะกับสภาพผิวให้ทั่วร่างกาย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คงความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

          ที่สำคัญตรงช่วงรอยต่อของข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวเข่า ข้อศอก บริเวณมือ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะจะแห้งง่าย และผิวบริเวณดังกล่าวมักจะด้านเป็นพิเศษ จึงควรมีครีมเฉพาะจุดที่มีความเข้มข้นพิเศษ พกติดตัวไว้ ก็จะเป็นผู้ช่วยประจำวันได้เป็นอย่างดี

          รท.พญ.นิจวิภา ย้ำอีกว่า ครีมบำรุงผิวเปรียบเสมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดีที่คอยป้องกันผิวจากแสงแดด สายลม รวมถึงฝุ่นละอองต่างๆ นั่นเอง แต่สิ่งสำคัญอีกประการในการดูแลผิวพรรหลังการบำรุงต่างๆ แล้ว เราไม่ควรลืมใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดด้วย
         ในหน้าหนาว บางครั้งเราอาจรู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย ไม่ร้อนเท่าที่ควรเมื่อตอนออกแดด ตรงนี้ต้องขอเตือนว่า แสงแดดในฤดูหนาว ที่ให้ความรู้สึกร้อนน้อยกว่าทุกฤดูเพราะอุณหภูมิต่ำนั้น ความเข้มข้นของแสงอุลตราไวโอเลตไม่ได้ลดลงตามไปด้วย จึงประมาทไม่ได้ ขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุง สาวๆ หนุ่ม ควรใช้มอยเจอไรเซอร์ หรือครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป จะสามารถช่วยปกป้องผิวและลดความแห้งกร้านของผิวได้

          รท.พญ.นิจวิภา ทิ้งท้ายว่า การดูแลที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้การดูแลผิวพรรณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เราต้องดูแลในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น การเลือกรับประทานอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานผัก ผลไม้ ในปริมาณที่มากพอ การรับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามินอี ก็เป็นผู้ช่วยผิวพรรณได้ รวมทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยผิวพรรณของคุณแลดูสดใสมีสุขภาพดี

http://www.thaihealth.or.th/node/12173



อยู่คนเดียว ^^

ไหว้พระ 9 วัด


 
 


1. ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร 


(เวลาเปิด-ปิด 05.30 - 19.30 น.)

คติ " ตัดเคราะห์ ต่อชะตา"
กิจกรรม สักการะหลักเมือง ไหว้พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเทพไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง ประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ ตามธรรมเนียมเพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้หลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี "

สถานที่ตั้ง อยู่บริเวณหัวมุมสวนหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร


วัดพระแก้ว


2. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
(เวลาเปิด-ปิด 08.30 - 16.00 น.)

คติ "แก้วแหวนเงินทองไหลมา"
กิจกรรม ไหว้พระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เป็นศูนย์กลางความศรัทธาไทย -ลาว เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวน เงินทองไหลมาเทมาตลอดปี "
สถานที่ตั้ง อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร


วัดโพธิ์



3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)

คติ "ร่มเย็นเป็นสุข"
กิจกรรม นมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ (ที่ฝ่าพระบาททั้งสองข้างประดับมุก ลวดลายภาพมงคล 108 ประการ) เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระนอนวัดโพธิ์ อยู่ดีกินดีตลอดปี "
สถานที่ตั้ง หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร





4. ศาลเจ้าพ่อเสือ 
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)

คติ "มีอำนาจบารมี"
กิจกรรม ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ "ศาลเจ้าเก่าแก่ของลัทธิเต๋า" หนึ่งในสามมหาสถานของพระนครที่ชาวจีนต้องสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล " เสริมอำนาจบารมี "

วัดสุทัศนเทพวราราม

5. วัดสุทัศนเทพวราราม 


(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีวิสัยทัศน์ที่ดี"
กิจกรรม ไหว้พระองค์ประธาน  (พระศรีศากยมุณี) ที่เก่าแก่ ซึ่งอดีตเคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดสุทัศนฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป"
สถานที่ตั้ง บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร



วัดชนะสงคราม



6. วัดชนะสงคราม 

(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)

คติ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
กิจกรรม ไหว้พระประธานในโบสถ์และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) 
ผู้นับถือความซื่อสัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดชนะสงคราม อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้"

วัดระฆัง


7. วัดระฆังโฆษิตาราม 

(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)


คติ "มีคนนิยมชมชื่น"
กิจกรรม สักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และพระประธานที่วัดระฆัง อ่านคาถาชินบัญชร เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี "


วัดอรุณราชวราราม

 8.วัดอรุณราชวราราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)

คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
กิจกรรม ไหว้พระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดอรุณ ชีวิตโรจน์รุ่ง ทุกวันคืน"


วัดกัลยาณมิตร


9. วัดกัลยาณมิตร 
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)

คติ "เดินทางปลอดภัย"
กิจกรรม ไหว้หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระโตริมน้ำตามตำนาน กรุงศรีอยุธยา ณ วัดกัลยาณมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้หลวงพ่อซำปอกง โชคดีมีชัยปลอดภัยตลอดปี



http://www.dhammathai.org/watthai/wat9wat.php

มรดกโลกแห่งใหม่ทางธรรมชาติ


มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก คือ "ทะเลวาดเดน" (The Wadden Sea) ตั้งอยู่ชายแดนประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางกิโลเมตร อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวชายฝั่งใช้เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ โลก และเป็นแหล่งผสมพันธุ์ของนกมากกว่า 12 ล้านตัว

 ทะเล วาดเดน จัดเป็นพื้นที่หนึ่งที่รัฐบาลของทั้งเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกัน ป้องกันและอนุรักษ์ทะเลวาดเดนให้คงสภาพธรรมชาติเดิมไว้ พร้อมกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์ของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลวาดเดน




มรดกโลกทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของปีนี้คือ "เทือกเขาโดโลไมท์" (Dolomites Mountains) ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในเขตอิตาลีตอนเหนือ พื้นที่มากกว่า 140,000 เฮกตาร์ มีทัศนียภาพสวยงาม มีความหลากหลายของชนิดของหินต่างๆ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ฟอสซิลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

 เทือกเขาโดโลไมท์ ครอบคลุมอาณาบริเวณของแคว้นทิโรลใต้ (Tirol South) และ แคว้นเวเนโต้(Veneto)เป็นเทือกเขาได้ชื่อว่าเป็นแนวเขาที่งดงามที่สุดแห่ง หนึ่งของโลก ด้วยลักษณะของยอดเขาต่างๆที่แทงยอดสูงเสียดฟ้า มีทัศนียภาพงดงาม จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลี โดยช่วงฤดูหนาว เหล่าสกีรีสอร์ทต่างเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเทือกเขามรดกโลกทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของปีนี้คือ "เทือกเขาโดโลไมท์" (Dolomites Mountains) ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในเขตอิตาลีตอนเหนือ พื้นที่มากกว่า 140,000 เฮกตาร์ มีทัศนียภาพสวยงาม มีความหลากหลายของชนิดของหินต่างๆ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ฟอสซิลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก



          http://www.cutututor.com/13%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88.html


เจ็บนี้ไม่มีเสียง ขนมจีน



http://www.youtube.com/watch?v=yRJQEG4wLaQ&feature=related

หนาวนี้ที่เชียงคาน


เชียงคาน จะเข้าหน้าหนาวแล้ววว คิดถึงเมืองเล็กๆ เมืองนี้จัง….
สองปีที่แล้ว ได้ไปเดินเตร็ดเตร่ริมน้ำโขงแบบเปลี่ยวปล่าวกันสองคน ปีนี้ต่างคนต่างก็มีภารกิจ ได้แต่มานั่งดูรูปพร้อมกลับซึมซับความสุขในวันนั้น  เฮ้อออ เห็นแล้วอยากกลับไปที่นี่อีกจังเลยยย…..ที่อ.เชียงคาน อำเภอเล็กๆริมแม่น้ำโขง บรรยากาศคล้ายๆ ปายในอดีต เชียงคานในวันนั้นยังสงบ  เงียบเหงา เหมาะแก่การไปพักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง ราคาโรงแรมในเชียงคานและค่าครองชีพก็ไม่สูงมากนัก

อำเภอเล็กๆนี้อยู่ในจังหวัดเลย.. ที่คนส่วนมากจะรู้จักกันแต่ภูกระดึงและผีตาโขนนน..ตามมาดูกันว่าทริปนี้น่าสนใจขนาดไหนคะ…
ตื่นเช้ามาดูคนเฒ่าคนแก่ตักบาตรข้าวเหนียว ใส่แต่ข้าวเหนียว ส่วนกับข้าว ชาวบ้านจะตามไปถวายที่วัด ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ค่ะ ลูกหลาน หรือคนวัยหนุ่มสาว ต่างเข้าไปหางานทำ หรือไม่ก็ไปเรียนหนังสือในกรุงกันหมด ช่วงเทศกาลหรือวันหยุด ถึงกลับมาเยี่ยมบ้านกัน
กลางวัน เดินเที่ยวในเมืองเล็กๆ อันเงียบสงบ ดูบ้านไม้เก่าอายุหลายสิบปีที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ แวะไปกินกาแฟ จิบน้ำชาที่ร้านเก๋ๆ แต่งร้านแบบโบราณในหลายๆร้าน เดินเที่ยวหาของกินท้องถิ่นแสนอร่อย
ตกเย็นเดินเที่ยวลัดเลาะ ชมพระอาทิตย์ตกริมโขง น้ำโขงสีแดง.. ดูวิถีชีวิตริมน้ำและบรรยากาศยามเย็น….


  

http://www.folktravel.com/archive/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%99.html


วิธีคั้นน้ำมะนาวไม่ให้ขม

คุณแม่บ้านเคยเป็นไหมคะเวลาที่คั้นน้ำมะนาวสดๆ แล้วพอเอามาดื่มจะรู้สึกทันทีว่าขมมากๆ ทำให้เสียอารมณ์ในการดื่มน้ำมะนาวคั้นสดไปเยอะเลยทีเดียว ปัญหานี้เชื่อว่าคุณแม่A-tips-for-cooking-8บ้านหลายท่านเจอะเจอมาเหมือนๆ กันค่ะ การที่น้ำมะนาวขมสาเหตุเป็นเพราะน้ำมันที่ผิวของมะนาวนั่นเองค่ะ
ซึ่งวิธีทำให้มะนาวไม่ขม คือก่อนคั้นนำมะนาวไปลวกน้ำร้อนเสียก่อนเพื่อชำระล้างน้ำมันที่ผิวของมะนาว จากนั้นจึงผ่าซีกคั้นเอาน้ำออก ผลที่ได้คือน้ำมะนาวจะไม่ขม รสชาติจะเปรี้ยวเหมือนเดิม ลองนำไปปฏิบัติกันดูได้เลยนะคะคอนเฟิร์มว่างานนี้ไม่มีขมชัวร์จ้า


http://www.petsang.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%A1.html


เพลงนี้โดนๆ



ที่มา:http://www.youtube.com/watch?v=5lMgJx8WPic

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

        View



                                          พืชพรรณและสัตว์ป่า



  สภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แบ่งออกๆได้เป็น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  ป่าเบญจพรรณแล้ง ลักษณะของป่าชนิดนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีระดับความสูงระหว่าง 200-600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วยไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ เช่น มะค่าโมง ประดู่ ตะแบก ตะเคียนหนู แดง นนทรี ซ้อ ปออีเก้ง สมอพิเภก ตะคล้ำ เป็นต้น พืชชั้นล่างมีไม้ไผ่และหญ้าต่างๆ รวมทั้งกล้วยไม้ด้วย ในฤดูแล้งป่าชนิดนี้จะมีไฟลุกลามเสมอ และตามพื้นป่าจะมีหินปูนผุดขึ้นอยู่ทั่วๆ ไป

  ป่าดงดิบแล้ง ลักษณะป่าชนิดนี้มีอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ราบลูกเนินในระดับความสูง 200-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม้ชั้นบน ได้แก่ ยางนา พันจำ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะแบก สมพง สองสลึง มะค่าโมง ปออีเก้ง สะตอ ซาก และคอแลน เป็นต้น ไม้ยืนต้นชั้นรองมี กะเบากลัก หลวงขี้อาย และกัดลิ้น เป็นต้น พืชจำพวกปาล์ม เช่น หมากลิง และลาน พืชชั้นล่างประกอบด้วยพืชจำพวกมะพร้าว นกคุ้ม พวกขิง ข่า กล้วยป่า และเตย เป็นต้น

  ป่าดงดิบชื้น ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าที่อยู่ในระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จะมีชนิดไม้คล้ายคลึงกับป่าดงดิบแล้ง เพียงแต่ว่าไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ยางกล่อง ยางขน ยางเสี้ยน และกระบาก โดยเฉพาะพื้นที่ถูกรบกวนจะพบ ชมพูป่าและกระทุ่มน้ำขึ้นอยู่ทั่วไป พรรณไม้ผลัดใบ เช่น ปออีเก้ง สมพง และกว้าว แทบจะไม่พบเลย บริเวณริมลำธารมักจะมีไผ่ลำใหญ่ๆ คือ ไผ่ลำมะลอกขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ป่าดิบชื้นบนที่สูงขึ้นไปจะมียางปายและยางควน นอกจากไม้ยางแล้วไม้ชั้นบนชนิดอื่นๆ ยังมี เคี่ยมคะนอง ปรก บรมือ จำปีป่า พะดง และทะโล้ ไม้ชั้นรอง ได้แก่ ก่อน้ำ ก่อรัก ก่อด่าง และก่อเดือย ขึ้นปะปนกัน

  ป่าดิบเขา ป่าชนิดนี้เกิดอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นบนภูเขาสูง ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าแตกต่างไปจากป่าดงดิบชื้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เลย พรรณไม้ที่พบเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น พญาไม้ มะขามป้อมดง ขุนไม้ และสนสามพันปี และไม้ก่อชนิดต่างๆ ที่พบขึ้นในป่าดงดิบชื้น นอกจากก่อน้ำและก่อต่างๆ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตรเท่านั้น ตามเขาสูงจะพบต้นกำลังเสือโคร่งขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม้ชั้นรอง ได้แก่ เก็ดล้าน ส้มแปะ แกนมอ เพลาจังหัน และหว้า พืชชั้นล่าง ได้แก่ ต้างผา กำลังกาสาตัวผู้ กูด และกล้วยไม้ดิน

  ทุ่งหญ้าและป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นผลเสียเนื่องจากการทำไร่เลื่อนลอยในอดีต ก่อนมีการจัดตั้งป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติได้มีราษฎรอาศัยอยู่และได้แผ้วถางป่าทำไร่ เมื่อมีการอพยพราษฎรลงไปสู่ที่ราบ บริเวณไร่ดังกล่าวถูกปล่อยทิ้ง ต่อมามีสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาเสียส่วนใหญ่ บางแห่งมีหญ้าแขม หญ้าพง หญ้าขนตาช้างเลา และตองกง และยังมีกูดชนิดต่างๆ ขึ้นปะปนอยู่ด้วย เช่น โขนใหญ่ กูดปี้ด โขนผี กูดงอดแงด และกูดตีนกวาง

  เนื่องจากในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีการป้องกันไฟป่าเป็นอย่างดี พื้นที่ป่าหญ้าหรือป่าเหล่านี้จึงไม่ถูกรบกวนจากไฟป่าเลย ดังนั้น จึงมีพันธุ์ไม้เบิกนำจำนวนไม่น้อย แพร่พันธุ์กระจัดกระจายทั่วไป เช่น สอยดาว บรมือ ลำพูป่า เลี่ยน ปอหู ตลงแตบ ฯลฯ ปัจจุบันพื้นที่ป่าทุ่งหญ้าบางแห่งได้กลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าละเมาะบ้างแล้ว 

  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนน จะสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่านหรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและน่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึงปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบันถ้าขับรถยนต์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอมข้ามสะพานคลองสามสิบไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืนจากการศึกษาตามโครงการการอนุรักษ์ช้างป่า และการจัดการพื้นที่ป้องกัน (ELEPHANT CONSERVATION AND PROTECTED AREA MANAGMENT) โดย MR. ROBERT J. DOBIAS ภายใต้ความร่วมมือของ WWF และ IUCN ในปี พ.ศ.2527-2528 พบว่า มีจำนวนประมาณ 250 เชือก 

  สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงานพบกว่า 21




ที่มา:

http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=9&lg=1